9 เทคนิคการลงโฆษณา Facebook Ads ให้ได้ยอดขายเหนือคู่แข่ง

9 เทคนิคการลงโฆษณา Facebook Ads ให้ได้ยอดขายเหนือคู่แข่ง

หลายคนบ่นว่าลงโฆษณา Facebook Ads ให้ปังเป็นเรื่องที่ต้องลุ้นยิ่งกว่าการถูกลอตเตอรี่ซะอีก แต่จะหนีไปลองใช้แพลตฟอร์ม Social media อื่นๆ ก็ต้องกลับมาตายรังที่ Facebook อยู่ทุกที เพราะลองมาหลายอย่างมันก็ยังไม่เวิร์คเท่ากับ Facebook Ads ดังนั้นวันนี้ลองมาเรียนรู้วิธีการลงโฆษณา Facebook Ads ยังไงให้ปังมีพลังเหนือกว่าคู่แข่ง

ทำความเข้าใจเรื่องพื้นฐานของ Facebook

1. ทำความเข้าใจเรื่องพื้นฐาน

จะมือเก่าหรือมือใหม่ถ้ายังไม่เข้าใจกฎพื้นฐานง่ายๆ อย่างประเภทของโฆษณาบน Facebook นั้นถือว่าพลาดอย่างแรง ดังนั้นก่อนที่เริ่มปั้นโฆษณา เรามาดูกันก่อนเลยว่า Facebook Ads แบบไหนจะเหมาะกับสินค้าหรือบริการของเรา

  • โฆษณาแบบ VDO การใช้ VDO ถือว่าได้รับผลตอบรับค่อนข้างดีทีเดียว แต่ก็เช่นเดียวกันกับการโฆษณาแบบรูปภาพ คือ ทั้งเรื่องของคุณภาพวีดีโอ คอนเทนต์ต่างๆ ต้องถูกนำเสนอให้โดนใจเพื่อเรียกยอดไลค์ และยอดขาย
  • โฆษณาแบบรูปภาพ เป็นวิธีแบบพื้นฐานที่พ่อค้าแม่ค้ามักจะนิยมนำมาใช้ในการโพสต์รูปของสินค้าทั่วไป แต่ต้องอย่าลืมว่ารูปที่จะลงโพสต์ต้องคมชัดและมีคุณภาพที่ดี การใส่แคปชั่นก็ควรเขียนให้น่าดึงดูด เพราะทั้งหมดนี้จะเพิ่มความน่าสนใจและดึงดูดให้คนแวะมาที่ร้านค้าของเรามากยิ่งขึ้น
  • โฆษณาแบบโพลวีดีโอ ในบ้านเราอาจจะไม่ค่อยเห็นโฆษณาแบบนี้กันซักเท่าไหร่ แต่ในต่างประเทศเริ่มมีการใช้การแพร่หลาย โฆษณาแบบแสดงผลโพลสามารถเพิ่มการรับรู้แบรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าโฆษณาวิดีโอแบบปกติ
  • โฆษณาแบบรูปภาพสไลด์ (Carousel) ส่วนใหญ่ Facebook Ads แบบนี้มักจะใช้เมื่อต้องการเน้นประโยชน์ที่แตกต่างกันของแต่ละตัวสินค้า เช่น เสื้อผ้าทีมีสีหรือรูปแบบต่างๆ กัน
  • โฆษณาแบบสไลด์โชว์ จริงๆ การใช้ Facebook Ads วิธีนี้เป็นเหมือนการนำรูปภาพมารวมเพื่อสร้างเป็นวีดีโอในแบบสั้นๆ ซึ่งหากพ่อค้าแม่ค้าไม่มีวีดีโอของตัวเองก็สามารถใช้วิธีนี้แทนได้
  • โฆษณาแบบ Collection Ads วิธีการนี้ใช้ได้เฉพาะกับคนที่ดู Facebook Ads ผ่านมือถือเท่านั้น โดยจะเป็นโฆษณาที่สามารถลงสินค้าได้ถึง 5 ชิ้นต่อครั้งและลูกค้าเองก็สามารถกดปุ่มสั่งซื้อได้เลย
  • โฆษณาแบบ Instant Experience Ads หรือการลงแบบ Canvas ซึ่งสามารถแสดงโฆษณาของเราได้แบบเต็มหน้าจอเลยแถมยังโหลดเร็วถึง 15 เท่ามากกว่าปกติอีกด้วย
เลือกวัตถุประสงค์ให้ถูกมีชัยไปกว่าครึง

2. เลือกวัตถุประสงค์ให้ถูกมีชัยไปกว่าครึ่ง

ทุกครั้งในการลง Facebook Ads การกำหนดวัตถุประสงค์ของโฆษณาให้เหมาะสมถือว่ามีประโยชน์มากๆ เพราะจะช่วยให้สามารถส่งโฆษณาของเราไปยังกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเหมาะสมที่สุด ทำให้ไม่เสียเงินโฆษณาแบบเปล่าประโยชน์ ดังนั้นในขั้นตอนนี้เราควรจะเลือกวัตถุประสงค์ให้ดี โดยต้องพิจารณาจากผลลัพธ์ที่เราต้องการ ดังนั้นก่อนเริ่มลงมือเราควรศึกษาพื้นฐานกลุ่มเป้าหมายและสิ่งที่เราต้องการ ในนี้จะลองยกตัวอย่างวัตถุประสงค์ให้เห็นเป็นไอเดียแบบคร่าวๆ เพื่อที่จะได้นำไปลองประยุกต์ใช้กันดู

  • การรับรู้แบรนด์: แนะนำแบรนด์กลับกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ
  • การเข้าถึง: แสดงโฆษณาของเราในกลุ่มเป้าหมายให้ได้มากที่สุด
  • การมีส่วนร่วม: เข้าถึงลูกค้าจำนวนมากเพื่อเพิ่มจำนวนการมีส่วนร่วมในการโพสต์
  • ข้อความ: ส่งเสริมให้ลูกค้าติดต่อกับทางร้านโดยใช้ Facebook Messenger

3. กำหนดกลุ่มเป้าหมายเพื่อประสิทธิภาพของโฆษณา

เรื่องกลุ่มเป้าหมายนั้นสำคัญแบบละเลยไม่ได้เป็นอันขาด เพราะต้องอย่าลืมว่ากลุ่มเป้าหมายในการรับสาสน์ของเรานั้นเป็นใคร คนที่เราต้องการส่งสาสน์แน่นอนว่าเป็นกำลังซื้อของเราในอนาคต ดังนั้นการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายควรเป็นไปอย่างระมัดระวังและละเอียดถี่ถ้วนมากที่สุด เพราะหากเวลาที่เราลง Facebook Ads ไปแล้วนั้น เรากำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ผิดพลาด อาจจะทำให้เสียโอกาสและเสียเงินค่าโฆษณาไปแบบฟรีๆ เลยก็ได้

โดยส่วนใหญ่พื้นฐานของการกำหนดเป้าหมายจะเป็นในเรื่องของ อายุ เพศ สถานที่ๆ อยู่อาศัย เป็นต้น นอกจากนี้หากต้องการกำหนดกลุ่มเป้าหมายแบบละเอียดมากขึ้น เราสามารถใช้ฟังก์ชั่น การกำหนดกลุ่มเป้าหมายโดยละเอียด ได้อีกด้วย โดยวิธีนี้ใช้เพื่อคัดกรองกลุ่มลูกค้าตามความสนใจและพฤติกรรม เช่น กลุ่มเป้าหมายที่สนใจการเดินทางด้วยเครื่องบินและรถไฟ แต่ไม่รวมถึงถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการเดินทางโดยรถทัวร์

Upload Image...

4. ทำความเข้าใจกฎกติกาการลงโฆษณา Facebook Ads

ก่อนที่จะเริ่มลงโฆษณาเราก็ต้องเข้าใจกฎและกติกาของ Facebook ก่อน เพราะไม่งั้นลงโฆษณาไม่ถูกกฎ นอกจากจะเสียเวลาต้องนั่งทำใหม่แล้ว ยังอาจจะโดน Facebook แบนหรือถึงขั้นปิดบัญชีโฆษณาเลยก็ได้ หลายๆ คนคงสงสัยว่า แล้วจะไปดูกฎการลงโฆษณาได้อย่างไร คำตอบคือ แนะนำให้เปิด Facebook blueprint ได้เลย เป็นเหมือนคู่มือในการลงโฆษณาอย่างละเอียด แต่ถ้าใครไม่มีเวลาอ่านอะไรยาวๆ แนะนำให้ลองมาดูสรุปสำหรับการลงโฆษณาแบบรูปภาพและ VDO ที่นี่ได้เลย

  • หัวเรื่อง: 25 ตัวอักษร
  • คำอธิบายลิงก์: 30 ตัวอักษร
  • ข้อความ: 125 ตัวอักษร
  • วัตถุประสงค์ของแคมเปญ: ทั้งหมดยกเว้นการดูวิดีโอ

โฆษณาวิดีโอ

  • หัวเรื่อง: 25 ตัวอักษร
  • คำอธิบายลิงก์: 30 ตัวอักษร
  • ข้อความ: 125 ตัวอักษร
  • วัตถุประสงค์ของแคมเปญ : ทั้งหมดยกเว้นการขายแคตตาล็อก
ทดสอบโฆษณาด้วย-Audience-Targeting

5. ลองทดสอบโฆษณาด้วย Audience Targeting ขนาดเล็ก (การกำหนดเป้าหมายตามกลุ่มผู้รับชม)

การจะลงโฆษณาในแต่ละครั้งไม่ได้การันตีถึงความสำเร็จเสมอไป และก็ต้องไม่ลืมว่า เมื่อมีค่าใช้จ่ายในโฆษณา เราก็ต้องเสียเงินเสมอในทุกๆ ครั้ง

ดังนั้นการทดสอบโฆษณาจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะอย่างน้อยเราจะได้ทราบว่าวิธีการปูทางของ Facebook Ads ว่ามาถูกทางไหม โดยแนะนำให้ลองทดสอบด้วยการใช้โฆษณาในการเริ่มต้นกับกลุ่มเป้าหมายเพียงกลุ่มเล็กๆก่อน (Precise Interest) โดยในไทยขนาดของกลุ่มเป้าหมายทั่วๆไปในขั้นตอนนี้ไม่ควรเกิน 200,000 คน

จากนั้นค่อยขยายไปยังวงกว้างโดยการเพิ่มความสนใจขนาดใหญ่ในภายหลัง (Broad Interest) ที่มีขนาดหลายล้านคนในภายหลัง

เริ่มใช้ Facebook Pixel

6. เริ่มใช้ Facebook Pixel

ยุคนี้พ่อค้าแม่ค้าหลายคน คงเคยได้ยินกับคำว่า Sales page กันมาบ้าง การที่จะใช้ Facebook Pixel ได้นั้นเราต้องมีเว็บไซต์มารองรับก่อนเลย ดังนั้นหากใครต้องการใช้ฟังก์ชั่นนี้ควรเตรียมตัวไปทำ Sales page หรือสร้างเว็บไซต์เบื้องต้นไว้ก่อน โดย Facebook Pixel จะช่วยในเรื่อง Remarketing ให้กับพ่อค้าแม่ค้า

  • Facebook Pixel คือ ระบบการติดตามกลุ่มลูกค้า โดยการนำ Pixel ที่สร้างจาก Facebook ไปวางบนเว็บไซต์ของเรา ซึ่ง Pixel จะเก็บรวบรวมข้อมูลที่ช่วยทำให้เราติดตามพฤติกรรมต่างๆ ของลูกค้าในขณะที่เข้ามาบนเว็บของเรา
  • ข้อมูลจาก Facebook Pixel นั้นถือว่ามีประโยชน์มาก อย่างที่บอกตั้งแต่ทีแรกนั้นว่า เราสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาทำ Remarketing ได้ ตัวอย่างเช่น ข้อมูล Pixel ช่วยในการกำหนดเป้าหมายใหม่ในการทำ Facebook Ads เพื่อแสดงโฆษณาสไลด์โชว์แบบไดนามิกให้กับผู้ที่เคยเข้าชมเว็บไซต์หรือกลุ่มลูกค้าที่มีส่วนร่วมกับโฆษณาก่อนหน้านี้
  • Facebook Pixel ช่วยให้เราสามารถทำความเข้าใจเกี่ยวกับความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องการทำ Conversion study เพราะเราสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อดูความเหมาะสมของการลงโฆษณาให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย พฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าให้ได้มากยิ่งขึ้น
Test โฆษณา อยู่เสมอ

7. แนะนำให้ทำการ Test โฆษณาอยู่เสมอ

การทำงานแบบนี้ช่วยให้เราสามารถเข้าใจกลไกการทำงานของ Facebook Ads ได้ดียิ่งขึ้น เพราะถ้าหากเราไม่ทำการทดสอบโฆษณาที่เราเสียเงินไปแล้ว เราจะรู้ได้อย่างไรว่า โฆษณาแบบไหนจะดีที่สุดสำหรับลูกค้าที่เป็นเป้าหมายหลักของเรา นอกจากนี้อย่างที่รู้กันว่า Algorithm ของ Facebook นั้นมักมีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นโฆษณาที่เคยดีในเมื่อวาน อาจจะไม่ได้ดีในวันนี้ก็เป็นได้ ดังนั้นแนะนำว่าเราควรเริ่มทดสอบโฆษณาที่เราจะนำไปใช้อย่างสม่ำเสมอ โดยในกระบวนการ Testing นี้ส่วนมากจะทำการทดสอบแบบ A/B Testing

  • A/B Testing คือ การทดสอบแบบแยกเป็น 2 กลุ่ม โดยเราสามารถสุ่มแสดงรูปแบบของโฆษณาที่แตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่มจากนั้นเปรียบเทียบผลตอบรับของแต่ละรูปแบบ โดยเราสามารถทราบได้ว่าแบบไหนมีประสิทธิภาพมากที่สุด
  • วิธีการทดสอบแบบ A/B Testing จริงๆ สามารถทดสอบโดยการลองเปลี่ยนรูปภาพในโฆษณา หรืออาจจะลองเปรียบเทียบการโฆษณาในรูปแบบต่างๆ ก็ได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น การทำ A/B Testing ระหว่าโฆษณาแบบภาพนิ่งและแบบ VDO เป็นต้น

8. Content ที่ดีต้องสร้างคุณค่าให้ร้านค้า

จุดนี้สำคัญมากๆ แบบที่ห้ามละเลยเป็นอันขาด ไม่ว่าจะทำ Facebook Ads หรือการโพสต์แบบทั่วไป ควรจะสร้างงานที่มีคุณค่าและเหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าอยู่เสมอ เพราะอย่างที่หลายๆ คนทราบดีอยู่แล้วว่าคอนเทนต์ที่ดีนั้นมีผลต่อผู้ชมมากมายมหาศาล ซึ่งคอนเทนต์ที่จะลงใน Facebook นั้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงว่าเป็นเรื่องของการเขียนบทความเพียงอย่างเดียว การสื่อสารแบบ VDO หรือ กราฟฟิคพร้อมเรื่องราวต่างๆ ก็จัดว่าเป็นคอนเทนต์ในอีกรูปแบบหนึ่งด้วยเช่นกัน

  • สร้างเนื้อหาคอนเทนต์ที่ลูกค้าของเราสนใจ กุญแจสำคัญของธุรกิจ คือ กลุ่มลูกค้าหลัก ดังนั้นการวางคอนเทนต์ที่ดีควรคำนึงถึงกลุ่มลูกค้าประจำของเราเป็นหลัก โดยเราอาจจะให้ข้อมูลที่มีคุณค่าและเหมาะสมแก่กลุ่มเป้าหมาย เพื่อที่จะพัฒนาและสร้างความสัมพันธ์อันดีไว้อย่างสม่ำเสมอ
  • อย่าโพสต์บ่อยจนน่ารำคาญ มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคโลราโด เดนเวอร์ ค้นพบว่า มีกลุ่มผู้รับสาสน์บางคนรู้สึกรำคาญกับการเห็นโพสต์บ่อยๆ หรือถี่จนเกินไป จนบางคนเลิกกดติดตาม หรือหันไปใช้ Social media ประเภทอื่นแทนการใช้ Facebook เลยก็มี
ขยายการเข้าถึงด้วยการสร้าง Engagement

9. ขยายการเข้าถึงด้วยการสร้าง Engagement

เนื่องจากอัลกอริทึมของ Facebook พิจารณาการโพสต์แบบออร์แกนิกด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากเรามีคนที่กดถูกใจที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของเรายิ่งมากเท่าไหร่ การเกิด Organic reach ก็จะมีประสิทธิภาพมากมาย ลูกค้าและผู้ติดตามของเราจะสามารถเห็นโพสต์จากเพจของเราได้มากยิ่งขึ้นแบบประหยัดเงินค่าโฆษณาได้อีกเยอะ ตัว Facebook เอง ก็พิจารณาว่าเราเป็นเพจที่มีคุณค่าต่อชุมชน Facebook ดังนั้นต่อไปการสร้าง Facebook Ads ที่ตรงตามกฎของ Facebook รวมถึง Organic post ในแบบต่างๆ ก็มีโอกาสเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของเราได้มากยิ่งขึ้น วิธีการแบบนี้ถือเป็นการสร้าง Engagement แบบระยะยาวและยังยั่งยืนอีกด้วย

สรุป

ทั้งหมดนี้ไม่ว่าใครก็สามารถนำไปปรับใช้งานได้ แต่สิ่งที่สำคัญของ Facebook Ads คือการนำเสนอที่เหมาะสมตามกฎของทาง Facebook เอง เพราะเมื่อไหร่ที่เราละเมิดไม่เล่นตามกติกา โอกาสในการสูญเสียเพจหรือหน้าร้านของเราก็มีมากขึ้น เพราะเราต้องทำความเข้าใจไว้เสมอว่า Facebook จะคำนึงถึงกลุ่มผู้ใช้งานเป็นหลัก ดังนั้นอะไรที่ดีและมีคุณภาพ ก็มักจะอยู่รอดได้แบบไม่ต้องกังวล แต่ถ้าใครอยากลองไปทางสายดำหรือเริ่มละเมิดกฎแนะนำเลยว่าเตรียมเปิดบัญชีสำรองไว้ได้เลย

Resource:

https://blog.hootsuite.com/how-to-advertise-on-facebook/#tips https://www.leadguru.co.uk/facebook-advertising-tips/ https://www.wordstream.com/blog/ws/2014/01/30/facebook-advertising-tips

>